Categories
Article

Glutathione + คอลลาเจน ช่วยเรื่องผิวขาวใสได้จริงไหม?

Glutathione + คอลลาเจน ช่วยเรื่องผิวขาวใสได้จริงไหม?

หนึ่งในคำถามที่ถูกถามมากที่สุดในวงการผิวพรรณ วันนี้จะตอบให้ชัดโดยไม่มีการโฆษณาเกินจริง

Glutathione คืออะไร? Glutathione คือสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Glutamine, Cysteine และ Glycine พบมากในตับ เซลล์เม็ดเลือด และผิวหนัง ทำหน้าที่หลักในการกำจัดสารพิษและปกป้องเซลล์จากความเสียหาย

แล้วมันทำให้ผิวขาวได้จริงไหม? คำตอบคือ “ได้ แต่ต้องเข้าใจกลไกให้ถูกต้อง”

Glutathione ไม่ได้ “ฟอกสี” ผิวโดยตรง แต่ทำงานโดยยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการสร้าง Melanin หรือเม็ดสีในผิวหนัง เมื่อ Tyrosinase ถูกยับยั้ง การสร้างเม็ดสีก็ลดลง ผิวจึงดูกระจ่างใสขึ้นตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยเปลี่ยน Eumelanin (เม็ดสีน้ำตาลเข้ม) ให้เป็น Phaeomelanin (เม็ดสีเหลืองอ่อน) ซึ่งทำให้โทนสีผิวสว่างขึ้นด้วย

แล้ว Glutathione เกี่ยวกับคอลลาเจนยังไง? ทั้งสองทำงานเสริมกันในแบบที่หลายคนไม่รู้

Glutathione ปกป้องคอลลาเจนจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระและรังสี UV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสลายตัวของคอลลาเจนในผิว ในขณะเดียวกันคอลลาเจน Peptide ก็ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวชั้นลึก เมื่อกินคู่กันจึงได้ทั้งผิวกระจ่างใสและผิวแน่นกระชับในเวลาเดียวกัน

กินแบบไหนถึงได้ผล? ขนาดที่งานวิจัยใช้อยู่ที่ 250–500 มก./วัน และต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อย 4–12 สัปดาห์จึงจะเห็นผลชัดเจน ที่สำคัญคือต้องกินร่วมกับวิตามินซี เพราะวิตามินซีช่วยรักษาสภาพ Glutathione ให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Reduced Form) ไม่เช่นนั้น Glutathione จะถูกออกซิไดซ์และสูญเสียประสิทธิภาพก่อนที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

ข้อควรรู้ก่อนเริ่มกิน Glutathione แบบรับประทานมีการดูดซึมที่ต่ำกว่าแบบฉีดหรือแบบ Liposomal อย่างมีนัยสำคัญ หากต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและแม่นยำกว่า รูปแบบ Liposomal Glutathione คือตัวเลือกที่งานวิจัยให้การรับรองมากที่สุดในปัจจุบัน

1. Arjinpathana & Asawanonda (2012) Glutathione as an oral whitening agent: a randomized, double-blind, placebo-controlled study — Journal of Dermatological Treatment https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20524875/

2. Sonthalia et al. (2016) Glutathione as a skin whitening agent: Facts, myths, evidence and controversies — Indian Journal of Dermatology, Venereology and Leprology https://ijdvl.com/glutathione-as-a-skin-whitening-agent-facts-myths-evidence-and-controversies/

3. Weschawalit et al. (2017) Glutathione and its antiaging and antimelanogenic effects — Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28490897/

Categories
Article

ทำความรู้จัก ‘คอลลาเจนไดเปปไทด์’ คืออะไร

Hyaluronic Acid กับคอลลาเจน ทำงานร่วมกันยังไง?

หลายคนคิดว่า Hyaluronic Acid (HA) กับคอลลาเจนเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองมีบทบาทต่างกัน และทำงานเสริมกันได้อย่างดีเยี่ยม

HA คืออะไร? Hyaluronic Acid คือสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติ พบมากในผิวหนัง ข้อต่อ และน้ำวุ้นตา มีคุณสมบัติพิเศษคือดึงน้ำเข้าสู่เซลล์ได้มหาศาล HA 1 โมเลกุลสามารถจับน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวเอง นั่นคือเหตุผลที่ผิวดูอิ่มน้ำและเด้ง

แล้วมันเกี่ยวกับคอลลาเจนยังไง? คอลลาเจนทำหน้าที่เป็น “โครงสร้าง” หรือ “นั่งร้าน” ของผิว ส่วน HA ทำหน้าที่เติมน้ำและความชุ่มชื้นเข้าไปในโครงสร้างนั้น เปรียบง่าย ๆ คือ คอลลาเจนเหมือน “ฟองน้ำ” และ HA คือ “น้ำ” ที่เติมให้ฟองน้ำพองตัว ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งไป ผิวก็จะไม่สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ HA ยังมีบทบาทในการ “ปกป้องคอลลาเจน” ด้วย เพราะสภาพแวดล้อมที่ชุ่มชื้นรอบ ๆ เซลล์จะช่วยลดการอักเสบและชะลอการสลายตัวของคอลลาเจนในผิวชั้นลึก

เมื่ออายุมากขึ้นเกิดอะไรขึ้น? ร่างกายผลิต HA ลดลงตามอายุเช่นเดียวกับคอลลาเจน เมื่ออายุ 40 ปี ปริมาณ HA ในผิวลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของตอนอายุ 20 ปี ส่งผลให้ผิวแห้ง ริ้วรอยชัดขึ้น และผิวดูหย่อนคล้อยเร็วขึ้น

กินหรือทาดีกว่ากัน? ทั้งสองรูปแบบมีประโยชน์ต่างกัน การทา HA จะช่วยดึงน้ำในอากาศเข้าสู่ผิวชั้นนอกได้ดี แต่การ “กิน” HA เสริมจะช่วยให้ HA เข้าถึงผิวชั้นลึกและข้อต่อได้ดีกว่า งานวิจัยพบว่าการกิน HA ร่วมกับคอลลาเจน Peptide ให้ผลดีกว่าการกินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว

สรุปง่าย ๆ กินคอลลาเจนโดยไม่มี HA เหมือนสร้างบ้านโดยไม่มีเฟอร์นิเจอร์ โครงสร้างแข็งแรงแต่ยังขาดความสมบูรณ์ ทั้งสองต้องทำงานคู่กันจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

📌 งานวิจัยอ้างอิง

Kawada C. et al. (2014). Ingestion of hyaluronans (molecular weights 800k and 300k) improves dry skin conditions.Lipids in Health and Disease — พบว่าการรับประทาน HA ขนาด 120 มก./วัน นาน 12 สัปดาห์ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวและลดริ้วรอยได้อย่างมีนัยสำคัญ

Tashiro T. et al. (2012). Oral administration of polymer hyaluronic acid alleviates symptoms of knee osteoarthritis.Nutrition Journal — การกิน HA ช่วยลดอาการปวดข้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อในผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมเล็กน้อย

Asserin J. et al. (2015). The effect of oral collagen peptide supplementation on skin moisture and the dermal collagen network. Journal of Cosmetic Dermatology — การกินคอลลาเจน Peptide ร่วมกับ HA และวิตามินซี ให้ผลเรื่องความชุ่มชื้นผิวดีกว่ากลุ่มที่กินคอลลาเจนเพียงอย่างเดียว

Categories
Article

เปรียบเทียบคอลลาเจน 3 ไทป์ให้รู้ชัด ทั้งเปปไทด์ ไตรเปปไทด์ และ ไดเปปไทด์

เปรียบเทียบคอลลาเจน 3 ไทป์ให้รู้ชัด ทั้งเปปไทด์ ไตรเปปไทด์ และ ไดเปปไทด์

รู้หรือไม่? ‘คอลลาเจน’ ที่เราเรียกกันจนติดปาก ไม่ได้มีแค่ประเภทเดียว แต่ยังแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลายไทป์ เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจเลือกได้ตรงใจตอบโจทย์กับสุขภาพมากขึ้น บทความนี้เลยขอมาเปรียบเทียบคอลลาเจน 3 ไทป์ให้รู้ชัด ทั้งคอลลาเจนเปปไทด์ คอลลาเจนไตรเปปไทด์ และ คอลลาเจนไดเปปไทด์ ให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักและเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนกัน

คอลลาเจน คืออะไร และมีกี่ประเภท

คอลลาเจน คือ เส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผ่านการสังเคราะห์อะมิโนจนมีลักษณะยึดเกาะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ เช่น กระดูกอ่อน เส้นผม กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ ฯลฯ เมื่อมีอายุมากขึ้นก็จะสามารถผลิตคอลลาเจนได้ลดลง เลยเกิดเป็นอาหารเสริมคอลลาเจนที่มีหลากหลายประเภท

ปัจจุบันค้นพบกว่า 28 ประเภท แตกต่างกันตามวิธีการรวมตัวกันของโมเลกุล โดยหลักแล้วจะได้มีคอลลาเจนอยู่ 5 ไทป์ที่สำคัญ คือ

  • Type I. : 90% ของคอลลาเจนในร่างกาย พบได้ตามผิวหนัง กระดูก และเส้นเอ็น
  • Type II. : พบในกระดูกอ่อนซัพพอร์ตตามข้อต่อ
  • Type III. : พบในกล้ามเนื้อ หลอดเลือดแดง และอวัยวะต่างๆ
  • Type IV. : มักพบในผิวหนัง
  • Type V. : มักพบในกระจกตา, ผิวหนังบางชั้น, ผม และเนื้อเยื่อ

เปรียบเทียบคอลลาเจน เปปไทด์ ไตรเปปไทด์ และ ไดเปปไทด์

ในส่วนของอาหารเสริมคอลลาเจนจะมีอยู่ 3 ประเภทที่ได้รับความนิยมจนคุ้นหูกันทั่วตลาดก็คือ คอลลาเจนเปปไทด์ คอลลาเจนไตรเปปไทด์ และ คอลลาเจนไดเปปไทด์   แต่สงสัยกันมั้ยว่า ทั้ง 3 ประเภทต่างกันอย่างไร หากยังสงสัยอยู่เราขอชวนมาเปรียบเทียบให้เข้าใจกันในส่วนนี้

คอลลาเจน เปปไทด์

คอลลาเจนเปปไทด์ คือ คอลลาเจนในรูปของสายกรดอะมิโนที่สั้นลงกว่าคอลลาเจนทั่วไป แต่ยังคงมีขนาดใหญ่ประมาณ 2,000-5,000 ดาลตัน สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ช้าสุด แต่ก็มีราคาถูกสุดเหมือนกัน เน้นบำรุงในส่วนของผม ผิว เนื้อเยื่อต่างๆ ฯลฯ

คอลลาเจน ไตรเปปไทด์

คอลลาเจนไตรเปปไทด์ คือ คอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์ให้มีขนาดปานกลาง ขนาดโมเลกุลประมาณ 500-1,000 ดาลตัน เคยมีวิจัยพบว่า สามารถดูดซึมได้ดีและไวกว่าคอลลาเจนขนาดใหญ่ทั่วไปกว่า 3 เท่า ทั้งนี้องค์การอาหารและยาแนะนำให้ทานเพียง 5-7 กรัม ไม่เกิน 10 กรัม

คอลลาเจน ไดเปปไทด์

คอลลาเจนไตรเปปไทด์ คือ คอลลาเจนที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 2 พันธะ กลายเป็นคอลลาเจนขนาดเล็กกว่าคอลลาเจนไตรเปปไทด์และคอลลาเจนตามธรรมชาติ ประมาณเพียง 200 ดาลตัน รวมถึงละลายน้ำได้ง่ายกว่า แถมไม่เพียงแค่ขนาดจิ๋วจนดูดซึมได้ดี เร็วกว่าคอลลาเจนไตรเปปไทด์กว่า 55 เท่า เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยของลำไส้เล็ก แต่ยังนำไปใช้ประสิทธิภาพได้สูงที่สุด

สรุปแล้วความแตกต่างของคอลลาเจนเปปไทด์  คอลลาเจนไตรเปปไทด์ และคอลลาเจนไดเปปไทด์ มีความคล้ายคลึงกันทั้งสารและคุณประโยชน์ แต่จะมีข้อแตกต่างที่กระบวนการสกัดจนเหลือขนาดที่แตกต่างกันและมีความไวในการดูดซึมไม่เท่ากัน

เพราะงั้นหากมีงบเพียงพอก็ขอแนะนำ ‘คอลลาเจนไดเปปไทด์’ ที่มีขนาดเล็กและดูดซึมได้ไวสุด รองลงมาก็เป็นคอลลาเจนไตรเปปไทด์ และคอลลาเจนเปปไทด์ตามลำดับ

Categories
Article

ปรับไลฟ์สไตล์อย่างไร ให้ระหว่างทดลองทานคอลลาเจนเห็นผลชัดเจนสุด

ปรับไลฟ์สไตล์อย่างไร ให้ระหว่างทดลองทานคอลลาเจนเห็นผลชัดเจนสุด

ลงทุนกับอาหารเสริมทั้งทีใครๆ ก็คงอยากเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ไม่งั้นจะเสียเงินเสียเวลาไปทำไม จริงมั้ย? เพราะงั้นนอกจากการทานคอลลาเจนแล้ว เราเลยอยากชวนคุณให้มาปรับไลฟ์สไตล์ควบคู่ระหว่างทดลองทานคอลลาเจนให้เห็นผลชัดเจนคุ้มค่ากับที่ได้ลงทุนไปสุด

1) ไม่ใช่แค่ทานคอลลาเจน แต่ต้องปรับอาหารมื้อหลักด้วย

      ‘You are what you eat’ สุขภาพร่างกายของคุณจะเป็นอย่างไรมักขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณเลือกทาน เพราะงั้นไม่ใช่ว่าจะปรับแค่อาหารเสริมอย่างเดียวก็ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากคอลลาเจนได้เต็มที่ แต่ต้องปรับอาหารมื้อหลักด้วย โดยเน้นรับสารอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นกลุ่มอาหารขยะ น้ำตาลปริมาณมาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไปทำให้ร่างกายอักเสบจนคอลลาเจนถูกทำลาย

2) พักผ่อนให้ครบตามที่ร่างกายต้องการ

      อาหารเสริมไม่ใช่ยาวิเศษ แม้จะเป็นคอลลาเจนเกรดดีที่สุดในโลกหรือมีคุณสมบัติดีเลิศขนาดไหน ถ้ายังพักผ่อนไม่เต็มอิ่มตามที่ร่างกายต้องการก็คงไม่สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน แถมร่างกายจะฟ้องผ่านผิวที่โทรมได้ทันตาเลยล่ะ เพราะเกิดการสร้างสารอนุมูลอิสระจนกลายเป็นเหมือนระเบิดไปโจมตีไฟโบรบลาสต์ที่สังเคราะห์คอลลาเจนโดยตรง

3) หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

     เพราะการออกกำลังกายไม่เพียงแต่ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงจากการปรับสมดุลการไหลเวียนโลหิต เสริมภูมิคุ้มกัน ฯลฯ แล้ว ยังช่วยให้ระบบการทำงานในส่วนต่างๆ รวมถึงการดูดซึมสารคอลลาเจนไปสังเคราะห์ต่อสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

4) หลีกเลี่ยงความเครียด

        อีกหนึ่งตัวการทำร้ายคอลลาเจนก็คือ ความเครียด เพราะความเครียดจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่มีชื่อว่าคอร์ติซอลไปทำลายคอลลาเจนภายในร่างกายแบบไม่ทันได้รู้ตัว หากอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงระหว่างทานคอลลาเจนล่ะก็อย่าลืมหลีกเลี่ยงความเครียดกัน

5) ลด-ละ-เลิกบุหรี่

     ใครที่สูบบุหรี่เป็นประจำควรลด-ละ-เลิกบุหรี่ในช่วงระหว่างทดลองทานคอลลาเจนโดยด่วน เพราะในบุหรี่มีสารหลายตัวที่พร้อมจะเข้าไปทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินโดยตรง หากต้องการเห็นผลลัพธ์ตามคุณสมบัติคอลลาเจนได้ชัดเจนเลยขอแนะนำให้ลด-ละ-เลิกบุหรี่จะดีที่สุด

6) หลบรังสี UV

     สำหรับใครที่เน้นทดลองทานคอลลาเจนมาบำรุงผิวเป็นพิเศษจะขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ควรหลบรังสี UV เพราะ UV จะกระตุ้นสารอนุมูลอิสระให้คอลลาเจนภายในผิวถูกทำลายเกิดริ้วรอยและพังได้ง่ายมากขึ้น เลยขอแนะนำให้ทาครีมกันแดด และหลบเสี่ยง UV เท่าที่จะทำได้

7) ปรับไลฟ์สไตล์ใช้ชีวิตให้เป็นเวลา

    นอกจากนี้ อย่าลืมปรับไลฟ์สไตล์ใช้ชีวิตให้เป็นเวลา เพราะการจะทานคอลลาเจนให้เห็นผลชัดเจนได้ หนึ่งในนั้นก็คือ การทานคอลลาเจนให้เป็นเวลาและถูกวิธี ตามที่เคยได้อธิบายไว้อย่างละเอียด สนใจคลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

      ไม่มีอาหารเสริมใดจะวิเศษตอบโจทย์คุณสมบัติได้แบบ 100% โดยไม่อาศัยปัจจัยอื่น เช่น ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ เพราะงั้นหากอยากทดลองทานคอลลาเจนให้เห็นผลชัดเจนคุ้มค่ากับการลงทุนอย่าลืมลองปรับไลฟ์สไตล์ 7 ข้อที่เรานำมาฝากกัน!

Tips for Better Results

Stay Hydrated

Keeping your water intake up is vital for healthy skin. Hydration boosts skin elasticity, so drink enough to really support your body's collagen.

Use Collagen Boosters

Add vitamins like Vitamin C and minerals such as zinc to your meals or skincare for better collagen creation in your body.